วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

หน่อไม้ตากแห้ง

หน่อไม้ตากแห้ง



 
 
1. หน่อไม้
2. สารละลายโซเดียมเมตาไบซัลไฟต์ร้อยละ 0.1 (โซดาเมตาไบซัลไฟต์ 1 กรัม หรือประมาณ ½ ช้อนชาต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร)
  กรรมวิธี
1. ปอกเปลือก ล้างน้ำ และตัดแต่งหน่อไม้ไผ่ได้ขนาดตามต้องการหรือหั่นเป็นชิ้นบางตามความยาวของหน่อ หรืออาจใช้ทั้งหมดก็ได้
2. ลวกในน้ำเดือดนานประมาณ 5 นาที สำหรับหน่อไม้ที่หั่นเป็นชิ้นบางและต้มนานประมาณ 30 นาที สำหรับหน่อไม้ทั้งหน่อ
3. แช่ในสารละลายโซเดียมเมตาไฟท์ นาน 1 คืน
4. ตากในตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส หรือตากในตู้อบแสงแดด หรือตากแดดจนแห้ง
5. บรรจุในภาชนะที่สะอาด แห้งและปิดสนิท
  เทคโนโลยีการผลิต / เครื่องมืออุปกรณ์
 1. ตู้อบแสงแดด หรือ ตู้อบลมร้อน
2. ภาชนะปรุงอาหาร
หมายเหตุ
หน่อไม้ที่มีรสขม ให้ต้มกับน้ำ เปลี่ยนน้ำทิ้ง 3-4 ครั้ง หรือจนหมดรสขม
  แหล่งที่มา
 1. กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม. กองส่งเสริมเทคโนโลยี.
เทคโนโลยีการแปรรูปและถนอมอาหารพืชผัก. กรุงเทพฯ : กระทรวง, 2537.
2. เอกสารเผยแพร่กรมวิทยาศาสตร์บริการ
 

สรรพคุณของหน่อไม้

 ลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ป้องกันอาการท้องผูก ช่วยย่อยอาหาร เป็นสรรพคุณที่เห็นผลมาก เพราะหน่อไม้เป็นอาหารที่ให้เส้นใยสูงจึงช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ เมื่อหน่อไม้ผ่านการย่อยร่างกายจะดูดซึมสารอหารเข้าสู่กระแสเลือด ส่วนกากอาหารที่เหลือหรือสารพิษต่างๆ เช่น ยาฆ่าแมลงหรือโลหะหนักจะไปรวมกันที่ลำไส้ใหญ่ แต่ถ้ามีกากใยอาหารมากๆ กากใยอาหารเหล่านี้จะช่วยดูดน้ำและเพิ่มปริมาณ ทำให้กากอาหารมีน้ำหนักมากจะเคลื่อนออกสู่โลกภายนอกได้เร็ว กากใยอาหารจึงช่วยลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
  นอกจากหน่อไม้สดจะมีคุณค่าทางอาหารสูงแล้ว ตัวหน่อไม้ดองเองแม้จะไม่มีคุณค่าทางอาหาร แต่ยังมีคุณค่าแฝงอยู่อีกคือ จะมีแบคทีเรียในหน่อไม้ดองที่ชื่อ คลอสทริเดีย เป็นแบคทีเรียที่ปนอยู่ในดิน เจริญเติบโตได้ดีในสภาวะไร้ออกซิเจน เช่น ในอาหารจำพวกของหมักดองทั้งหลายและรวมทั้งอาหารกระป๋องที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการทำลายแบคทีเรียอย่างถูกวิธี แบคทีเรียชนิดนี้มีพิษแต่มันก็มีประโยชน์ ซึ่งสำนักงานอาหารและยา หรือ FDA ของสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้นำแบคทีเรียนี้ไปผ่านกระบวนการแยกเอาสารพิษออกแล้วทำให้เจือจาง เพื่อนำไปใช้ในการบำบัดรักษาโรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อ โดยตั้งชื่อใหม่ว่า โบท็อก (Botox) (ซึ่งโบท็อกก็คือสารหน้าเด้งที่พวกดาราทั้งหลายไปฉีดเพื่อลดรอยเหี่ยวและย่นนั้นล่ะค่า)

ประโยชน์ของหน่อไม้

ใครที่ชอบทานหน่อไม้ รู้หรือไม่ว่าหน่อไม้มีประโยชน์อย่างไรต่อร่างกาย วันนี้เกร็ดความรู้มีคำตอบเรื่องนี้มาบอกกัน...

หน่อไม้มีคุณค่าทางอาหารสูง ทั้งโปรตีน วิตามิน และที่สำคัญมีกรดอะมิโนที่ร่างกายผลิตเองไม่ได้ ต้องนำเข้าจากอาหารประเภทต่าง ๆ นอกจากนั้นหน่อไม้ยังมีกากใยอาหารที่ช่วยให้ร่างกายนำกากและสารพิษออกสู่ภายนอกได้เร็ว โดยการดูดน้ำและเพิ่มปริมาตรให้ตัวกากให้มากขึ้น จนร่างกายต้องส่งออกฉับพลัน

ทั้งนี้หน่อไม้เมื่อผ่านการย่อยแล้ว ประโยชน์ที่ได้รับจากการรับประทานหน่อไม้ คือ ร่างกายก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ส่วนกากอาหารที่เหลือ หรือสารพิษต่าง ๆ เช่น ยาฆ่าแมลง โลหะหนักต่างๆหรือพวกไนไตรท์ ก็จะไปรวมกันที่ลำไส้ใหญ่ แต่ถ้ามีกากใยอาหารมาก ๆ กากใยอาหารเหล่านี้จะช่วยดูดน้ำและเพิ่มปริมาณ ทำให้กากอาหารเหล่านี้ มีน้ำหนักมากจะเคลื่อนขบวนออกสู่โลกภายนอกได้เร็ว กากใยอาหารจึงช่วยลดการเกิด มะเร็งลำไส้ใหญ่

หน่อไม้สามารถนำไปแปรรูปให้เป็นอาหารได้หลายชนิด เช่น หน่อไม้สด ๆ ต้มกับกระดูกหมู แกงคั่วหน่อไม้ หรือจะต้มเอาไว้จิ้มน้ำพริก ทำซุปหน่อไม้ ส่วนความขมของหน่อไม้ต้องดับด้วยน้ำคั้นใบย่านาง แล้วหน่อไม้ก็จะหวาน สามารถนำไปจิ้มน้ำพริกหรือทำซุปก็ได้รสกลมกล่อม ถ้าอยากเก็บหน่อไม้ไว้กินนอกฤดู ก็ต้องดองหน่อไม้ให้เป็นหน่อไม้เปรี้ยวเอาไว้ทำแกงส้ม แกงคั่วได้

วิธีดองหน่อไม้ คือ เพียงแค่หั่นหน่อไม้สดเป็นชิ้นบาง หาเกลือมาคลุกเคล้าพอประมาณ หาโหลหรือขวดแก้วมาใส่หน่อไม้ อัดหน่อไม้ให้แน่นเติมน้ำสะอาด ปิดฝาทิ้งไว้รอเวลานอกฤดู แต่ถ้าอยากกินเร็วก็ให้ใส่น้ำซาวข้าวแทนน้ำสะอาดเพราะจะทำให้หน่อไม้เปรี้ยวเร็ว

ประโยชน์จากไม้ไผ่

 

ประโยชน์ของไม้ไผ่
1.  ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ
-   ป้องกันการพังทลายของดินตามริมฝั่ง
-   ช่วยเป็นแนวป้องกันลมพายุ
-   ชะลอความเร็วของกระแสน้ำป่าเมื่อฤดูน้ำหลากกันภาวะน้ำท่วมฉับพลัน
-   ให้ความร่มรื่น
-   ใช้ประดับสวน จัดแต่งเป็นมุมพักผ่อนหย่อนใจในบ้านเรือน
2.  ประโยชน์จากลักษณะทางฟิสิกส์
จากความแข็งแรง ความเหนียว การยืดหด ความโค้งงอ และการสปริงตัว ซึ่งเป็นคุณลักษณะประจำตัวของไม้ไผ่ เราสามารถนำมันมาใช้เป็นวัสดุเสริมในงานคอนกรีต และเป็นส่วนต่างๆ ของการสร้างที่อยู่อาศัยแบบประหยัดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
3.  ประโยชน์จากลักษณะทางเคมีของไม้ไผ่
- เนื้อไผ่ใช้บดเป็นเยื่อกระดาษ
- เส้นไยใช้ทำไหมเทียม
- เนื้อไผ่บางชนิดสามารถสกัดทำยารักษาโรคได้
- ใช้ในงานอุตสาหกรรมนานาชนิด
4  การใช้ไม้ไผ่ในผลิตภัณฑ์หัตถกรรม และอุสาหกรรม  แบ่งออกได้   ดังนี้        ผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานจากเส้นตอก ได้แก่ กระจาด  กระบุง  กระด้ง  กระเช้าผลไม้  ตะกร้าจ่ายตลาด  ชะลอม  ตะกร้าใส่ขยะ  กระเป๋าถือสตรี   เข่งใส่ขยะ  เครื่องมือจับสัตว์น้ำ เช่น ข้องใส่ปลา  ลอบ  ไซ ฯลฯ
ผลิตภัณฑ์จากลำต้น และกิ่งของไม้ไผ่  ได้แก่  เก้าอี้  โต๊ะ  ชั้นวางหนังสือ  ทำด้ามไม้กวาด ไม้เท้า คันเบ็ด ราวตากผ้า โครงสร้างบ้านส่วนต่างๆ ทำแคร่ นั่งร้านก่อสร้าง  ท่อส่งน้ำ    รางน้ำ
ผลิตภัณฑ์จากเนื้อไม้ไผ่ ได้แก่  ถาดใส่ขนม   ทัพพีไม้    ตะเกียบ    ไม้เสียบอาหาร
 กรอบรูป  ไม้ก้านธูป ไม้พาย ไม้เกาหลัง เครื่องดนตรี พื้นบ้าน ไม้บรรทัด
        ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากไผ่ซีกได้แก่  โครงโคมกระดาษ   โครงพัด  โครงร่ม  ลูกระนาด
 คันธนู  พื้นม้านั่ง  แผงตากปลา  สุ่มปลา  สุ่มไก่
       5. ประโยชน์ทางด้านการบริโภค เช่น การนำหน่อไม้ไผ่มาทำเป็นอาหาร ไม่ว่าจะเป็นซุบ แกง ต้ม หรือนำมาดองจิ้มน้ำพริก

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ประโยชน์มะละกอสุก

ผลไม้เมืองร้อนอย่างมะละกอนั้นเป็นเหมือนผลไม้ยอดคุณที่ให้คุณประโยชน์กับเรามากมาย เป็นแหล่งรวมวิตามินที่ดีกับร่างกาย โดยเฉพาะวิตามินเอ ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นต่อสุขภาพร่างกาย

มะละกอเป็นพืชที่มีคุณประโยชน์มากมายมหาศาล เพราะทุกส่วนของมะละกอนำมาใช้ได้หมด และคนไทยก็คุ้นเคยกับพืชชนิดนี้มาก จัดเป็นทั้งอาหารและยา ผลมะละกอดิบนำมาทำเป็นอาหารได้หลายอย่าง อาทิเช่น แกงส้ม แกงเหลือง แกงป่า ผัดใส่ไข่ ผักลวกจิ้มน้ำพริก ผลไม้แช่อิ่ม ผักดอง ส้มตำ และผลมะละกอสุกยังนิยมใช้เป็นผลไม้หลังจากรับประทานอาหาร ซึ่งมีรสชาติหอมหวานและอร่อย เมื่อรับประทานแล้วจะรู้สึกชื่นใจ นอกจากนั้นยังสามารถนำไปผลิตแยม เครื่องดื่ม น้ำหวาน และเปลือกผลมะละกอยังนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ส่วนยางมะละกอนำไปเป็นผงหมักอาหารพวกเนื้อสัตว์ให้เปื่อย

การปลูกมะละกอ


   มะละกอมีหลายพันธุ์ ถ้าต้องการขายผลสุกควรปลูกมะละกอพันธุ์แขกดำ ถ้าต้องการขายผลดิบควรปลูกพันธุ์
แขกนวล และควรปลูกที่ลาดเอียงไม่มีน้ำขังตอนฝนตก

การเพาะกล้า
1. ผสมดิน ป๋ยหมักชีวภาพ และแกลบดำกรอกถุงเพาะ
2. หยอดเมล็ดมะละกอ 3-4 เมล็ดต่อถุง
3. รดน้ำให้ชุ่มจนต้นกล้ายาวประมาณ 7 นิ้ว จึงนำไปปลูกได้
4. ควรเพาะกลางแจ้งจะได้ต้นกล้าที่แข็งแรง

การเตรียมหลุม,การปลูกและการดูแล
1. หลุมควรห่างกัน 2x2 เมตร
2. เพื่อการระบายน้ำสะดวกควรยกร่องแปลง เป็นรูปสามเหลี่ยม
3. หลุมลึกประมาณ 1 ฟุต กว้าง 1 ฟุต รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักชีวภาพ 1 กก.ต่อหลุม
4. เมื่อดินชุ่มหรือฝนตกให้ย้ายต้นกล้าไปปลูกได้
5. 1 หลุม ปลูกประมาณ 2-3 ต้น เพื่อไว้สำหรับคัด ปลุกเสร็จให้กลบดินให้แน่น หรือเหยียบด้วยเท้า
6.  ถ้าปลุกไม่มาก สามารถรดน้ำได้ก็ดี แต่ถ้าปลูกเยอะต้องปลูกช่วงฤดูฝน
7. ควรเติมปุ๋ยหมักชีวภาพ ต้นละ200 กรัมต่อเดือน จะไม่เกิดไวรัส มะละกอแข็งแรง
8. ถ้าดอกมีลักษณะก้านของกลีบดอกยาวคล้ายดอกมะลิจะให้ผลยาว แต่จะกลีบดอกสั้นให้ตัดต้นทิ้งเสีย
    ให้เหลือต้นที่กลีบดอกยาว
9. อายุมะละกอ 3 ปี ควรตัดทิ้งแล้วปลุกใหม่ ดดยฉีดพ่นน้ำสกัดชีวภาพให้ทั่วบริเวณก่อนปลูกใหม่
    เพื่อป้องกันไวรัสและเชื้อรา

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Carica papaya  L.
ชื่อสามัญ  Papaya, Pawpaw, Tree melon
วงศ์  Caricaceae
ชื่ออื่น :  มะก้วยเทศ (ภาคเหนือ) หมักหุ่ง (ลาว,นครราชสีมา,เลย) ลอกอ (ภาคใต้) กล้วยลา (ยะลา) แตงต้น (สตูล)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก อายุหลายปี สูง 3-6 เมตร เปลือกต้นเรียบ สีน้ำตาลออกขาว ลำต้นตรง ไม่มีแก่น แตกกิ่งก้านน้อย มีรอยแผลใบชัดเจน มียางขาวข้น ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับรอบต้นหนาแน่นที่ปลายยอด ใบรูปฝ่ามือ ขนาด 80-120 ซม. ขอบใบเว้าเป็นแฉกลึกถึงแกนก้าน ก้านใบเป็นหลอด กลมกลวงยาว 25-100 ซม. ดอก ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อยาวห้อยลง ดอกสีขาว กลีบดอกมี 5 กลีบ มีกลิ่นหอม ดอกเพศเมียสีขาว ออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ ดอกมีขนาดใหญ่ กว่าดอกเพศผู้ ผล รูปกระสวย ผิวเรียบ เปลือกบาง มียางสีขาว ผลสดสีเขียวเข้ม พอสุกเปลี่ยนเป็นสีส้ม รับประทานได้ มีเมล็ดมาก เมล็ดกลม สีดำ มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีขาวใส
ส่วนที่ใช้
: ผลสุก ผลดิบ ยางจากผลหรือจากก้านใบ ราก
สรรพคุณ :
  • ผลสุก - เป็นยากัน หรือแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาระบาย
  • ยางจากผลดิบ - เป็นยาช่วยย่อย ฆ่าพยาธิ
  • ราก - ขับปัสสาวะ
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
  • เป็นยาระบาย ใช้ผลสุกไม่จำกัดจำนวน รับประทานเป็นผลไม้
  • เป็นยาช่วยย่อย ก. ใช้เนื้อมะละกอดิบไม่จำกัด ประกอบอาหาร
    ข. ยางจากผล หรือจากก้านใบ ใช้ 10-15 เกรน หรือถ้าเป็นตัวยาช่วยย่อยแท้ๆ ( Papain )
  • เป็นยากัน หรือแก้โรคลักปิดลักเปิด โรคเลือดออกตามไรฟัน ใช้มะละกอสุกไม่จำกัด รับประทานเป็นผลไม้ ให้วิตามินซี
  • ราก เป็นยาขับปัสสาวะ
ข้อควรระวัง :
          สำหรับผู้ที่รับประทานมะละกอสุกติดต่อกันเป็นจำนวนมาก เป็นเวลานาน อาจทำให้สารมีสีพวก carotenoid ไปสะสมในร่างกายมากเกินไป ทำให้ผิวมีสีเหลือง
สารเคมี :
  • ในผลมะละกอ ประกอบด้วย โปรตีน 0.5 % คาร์โบไฮเดรต 9.5 % แคลเซี่ยม 0.01 % ฟอสฟอรัส 0.01 % เหล็ก 0.4 มิลลิกรัม/100 กรัม และสารอื่นๆ อีกเล็กน้อย
  • ในส่วนของเนื้อมะละกอ จะมี sucrose, invert sugar papain, malic acid และเกลือของ Tartaric acid, citric acid และ pectin จำนวนมาก (มีทั้งในผลดิบด้วย) และ pigment พวก carotenoid และวิตามินต่างๆ
  • ยางมะละกอ มี enzyme ชื่อ papain ซึ่ง papain เป็นชื่อรวมสำหรับเรียกเอนไซม์จากน้ำยางมะละกอ ซึ่งประกอบด้วย papain 10% chymopapain 45% lysozyme 20%